วันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2558

คาดหมาย iPhone 6s จะมาพร้อมกับกล้องเลนส์คู่ ให้คุณภาพสมดุลกล้อง DSLR

ข้อมูลลือ  เริ่มมีออกมาบ้างแล้ว เพราะหลายแหล่งข่าวรายงานตรงกันว่า แอปเปิลเตรียมจะยกระดับกล้องถ่ายรูปหลังบน iPhone 6s (หรืออาจจะชื่อ iPhone 7) ให้เป็นกล้องถ่ายรูปแบบคู่ หรือ Dual-Lens
โดย John Grubber สาวกแอปเปิลชื่อดังได้เผยว่าเขาได้รับข้อมูลบางอย่างว่าแอปเปิลอาจจะใช้กล้องหลังบนไอโฟนรุ่นต่อไปเป็นแบบคู่ ซึ่งหลังจากนั้นไม่นาน ก็มีข่าวจากทางโรงงานที่ผลิตชิ้นส่วนส่งต่อให้แอปเปิล ว่ากำลังวิเคราะห์เรื่องดีไซน์ระบบเลนส์ถ่ายรูปอยู่จริง
ระบบกล้องเลนส์คู่นี้จริงๆ ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่มาก เนื่องจากมีให้เห็นบ้างแล้วในสมาร์ทโฟนหลายรุ่นด้วยกัน เพียงแต่จากข่าวที่หลุดมา คาดว่าแอปเปิลจะทำให้ระบบล้ำขึ้นไปอีก เช่น สามารถถ่ายภาพซูมแบบ Optical ได้, คุณภาพเทียบเท่ากล้อง DSLR, ถ่ายภาพที่แสงน้อยได้ดีขึ้น รวมถึงอาจจะใช้การถ่ายภาพ 3 มิติในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

วันจันทร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2558

อัศจรรย์ใจ…กล้องถ่ายภาพความละเอียด 143 MP จากทาง Epson Scanner

กลุ่มคนที่ชื่นชอบการถ่ายภาพ มักจักชอบความแปลกใหม่ในการถ่ายทอดมุมมองต่างๆ ซึ่งก็นับว่าขณะคอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ก็ทำให้ช่างภาพสมรรถสร้างสรรค์ภาพถ่ายได้อย่างน่าทึ่งมากกว่าเดิม แต่อะไรล่ะที่ทำให้การถ่ายภาพนั้นดูตื่นตามากยิ่งขึ้น Epson Scanner ได้นำเสนอกล้องดิจิตอลแบบใหม่ ความละเอียดสูง ที่ให้คุณรู้สึกถ่ายภาพได้สนุกกว่าเดิม ด้วยกล้องกลูกผสม
โครงสร้างภายในจักเป็นเมนบอร์ดของสแกนเนอร์ เซ็นเซอร์ด้วยกัน Stepper มอเตอร์ มีการสร้างแสงขึ้นภายใน เหตุด้วยการ Calibrate แสงให้กับระบบอัตโนมัติ แต่จักต่างจากระบบสแกนเนอร์ที่จักไม่ได้เปิดในส่วนนี้ไว้ ครั้นตั้งค่าทุกอย่างเอาไว้แล้ว ก็สามารถสร้างกล่องที่ใช้ในการถ่ายภาพที่ไม่ได้แตกต่างไปจากกล้องที่ใช้ในการถ่ายภาพในอดีต
ส่วนที่มีความต่างก็ปางระบบที่ใช้ในการทำงานด้วยกันควบกำกับเท่านั้น ซึ่งกล้องที่ได้นั้น จะขาดฟังก์ชั่นบางอย่าง เช่น หน้าจอด้วยว่ามองภาพ ช่องมองภาพหรือว่าวิวไฟน์เดอร์ รวมถึงต้องเชื่อมต่อกับแบตเตอรี่ภายนอกพร้อมกับคอมพิวเตอร์ ครั้นเมื่อถึงเวลาถ่ายภาพ ใช้กระบวนการเกือบๆ 15 วินาที ไปจนถึง 5 นาที ขึ้นอยู่กับการตั้งค่าในการทำงาน
เพราะภาพที่ได้จากกล้อง 143 ล้านพิกเซลนี้ จะได้เป็นภาพแบบ 16 บิต ที่อาจมีขนาดใหญ่ได้ถึง 1.2 GB ซึ่งแน่นอนใครบางคนอาจมองว่าเป็นการถ่ายภาพที่มีวิธีการพร้อมกับขั้นตอนที่โขเกินไป แต่การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีก็ช่วยให้ความเป็นไปได้มากยิ่งขี้น พร้อมทั้งผลการทำงานที่ต้องอื้นว่าน่าทึ่งทีเดียว

วันพฤหัสบดีที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2557

3 วิธีการง่ายๆ สนับสนุนให้ Facebook ของคุณเป็นโดยส่วนตัวและสถิร

หลายคนคงจะรู้อยู่แล้วว่า  มีการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ ให้ตีแผ่แพร่ข้อมูลต่างๆ ได้ในหลายระดับ ทั้งที่เป็นสาธารณะ, ให้เห็นเฉพาะเพื่อน, เห็นเฉพาะบางกลุ่มบางคน หรือว่าเอาไว้เห็นเองคนเดียว แต่ก็เชื่อว่าหลายคนไม่รู้ว่ามันจักต้องไปตั้งค่ากันตรงไหน หรือไม่ว่าปัจจุบันตัวเองตั้งค่าเอาไว้แบบไหน?
Facebook จึงส่งน้องไดโนเสาร์สีฟ้ามาช่วยแก้ปัญหานี้ เพราะว่าสร้างทางลัดช่วยให้ผู้ใช้เป็นได้ปรับตั้งต่าความเป็นส่วนตัวของตนเองได้ตามที่ต้องการได้ง่ายขึ้น เพราะให้เข้าไปที่หน้าบัญชี Facebook ของคุณ คลิ๊กที่มุมบนขวาตรงรูปกุญแจ ก็จะมีเมนูทางลัดให้เระบือก
ขั้นตอนใน Privacy Checkup นี้จะแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอนด้วยกัน
1. ตั้งค่าความเป็นส่วนตัวในการโพสต์ของคุณ
เพราะปกติค่ามาตรฐานจักถูกตั้งเอาไว้ว่าให้เห็นเฉพาะเพื่อนเท่านั้น ซึ่งถือว่าปลอดภัยไร้ดราม่าได้ในระดับหนึ่ง (นอกจากเวลาถ้าโพสต์อะไรเสียๆ หายๆ แล้วมีเพื่อนสนิทคิดไม่ซื้อ capture หน้าจอไปโพสต์ที่อื่นก็ช่วยไม่ได้) ถ้าคุณเปิดเปิดปากมาก็เก่งเเลื่องลือกเป็นสาธารณะได้แต่ก็ไม่แนะนำ ก็เพราะว่านั้นคือใครผู้ใดบนผืนโลกนี้เก่งเห็น Timeline ของคุณโดยที่ไม่ต้องเป็นเพื่อน เหรอไม่ต้องมีบัญชี Facebook ก็เก่งเข้ามาดูได้หมด

2. ตั้งค่าการเข้าถึงจากแอพต่างๆ
ต้องยอมรับว่าประเดี๋ยวนี้มีแอพทั้งในเว็บราวเซอร์พร้อมด้วยมือถือ ร้องขอการเข้าถึงบัญชี Facebook ผู้ใช้ ยิ่งคุณโหลดแอพมาใช้แยะ (โดยเฉพาะพวกเกม) ก็จะมีบัญชีชื่อแอพที่อยู่ในลิสต์ของ My apps คุณเป็นจำนวนมาก แนะนำว่าแอพไหนไม่ได้ใช้แล้ว ก็ให้ทำการลบทิ้ง ไม่ใช่หรือถ้าดูแล้วแอพไหนจะเข้ามาโพสต์ข้อความใน Timeline สร้างความรำคาญให้กับเพื่อนเรา ก็ทำได้ไปปรับเปลี่ยนความเป็นสาธารณะได้เช่นกัน

3. ตั้งค่าการเปิดปริปากข้อมูลส่วนตัว
บางคนเปิดหมดสิ้นทุกสิ่งอย่าง ตั้งแต่วันเกิด, ที่อยู่, บ้านเกิด, ที่ทำงาน, สถานศึกษา ไม่ก็แม้กระทั้งเบอร์โทรศัพท์ ซึ่งข้อมูลส่วนตัวเหล่านี้แม้เปิดเผยมากเกินไปอาจจักตกเป็นเป้าของผู้ที่ไม่ประสงค์ดีที่ต้องการเข้าถึงตัวเรา เหรอนำข้อมูลส่วนตัวของเราไปแอบอ้างได้ ถึงแม้ว่า Facebook เองจักอยากให้เรากรอกทุกสิ่งอย่างในพระราชประวัติชีวิตของเราลงไป แต่ก็ไม่ได้หิวให้เราตีแผ่แพร่มันทั้งหมดให้ชาวโลกรับรู้ ดังนั้นมาปรับตั้งให้เหมาะสมก็จะเป็นการดีที่สุด
เหมือนเท่านี้การใช้งาน Facebook ของคุณก็จักมีความเป็นส่วนตัวมากยิ่งขึ้นแล้ว นอกจากนี้ถ้าปรารถนาปรับค่าความเป็นส่วนตัวให้มากกว่านี้ก็รอบรู้เข้าไปปรับเพิ่มได้อีกด้วย

วันศุกร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2557

เราจะสามารถคิดค้นคอมพิวเตอร์ที่มีจิตสำนึกได้จริงๆ ในหนหน้าหรือไม่ ???

[บทความพิเศษ] เราจะอาจจะสร้างคอมพิวเตอร์ที่มีจิตสำนึกได้จริงๆ ในอนาคตหรือไม่ ???
เชื่อว่าเราๆ ท่านๆ คงจะได้เห็นหุ่นยนต์ที่มีความคิดเป็นของตัวเองกันมาอย่างมากมายจากใน จอเงินครับ ไม่ว่าจักเป็น Skynet จาก Terminator เหรอจักป๊าเดปป์จาก Transcendence ฯลฯ อีกมากมาย ซึ่งทำให้ใครหลายๆ คนอดคิดไม่ได้ครับว่าในอนาคตนั้นเราจักมีคอมพิวเตอร์ที่มีความรู้สึกนึกคิด เป็นของตัวเองใช่ไหมไม่ วันนี้เราจะมาไขคำตอบกันครับว่าเรื่องจากภาพยนตร์ Sci-Fi จะกลายมาเป็นความเป็นแน่แท้ได้อย่างไร
ก่อนที่เราจะไปเรียนรู้กันว่าคอมพิวเตอร์นั้นเชี่ยวชาญที่จักมีความรู้สึกนึก คิดได้หรือไม่นั้น สิ่งแรกที่เราต้องทำความรู้จักก่อนก็คือปัญญาประดิษฐ์ไม่ใช่หรือ Artificial Intelligence หรือไม่ก็เรียกสั้นๆ ว่า A.I. ครับ A.I. นั้นคือการพัฒนาโปรแกรมให้ระบบคอมพิวเตอร์มีพฤติกรรมให้เหมือนกับมนุษย์มาก ที่สุดเท่าที่จักทำได้
วิธีการที่จักทำให้คอมพิวเตอร์นั้นมีพฤติกรรมเหมือนกับมนุษย์นั้นเราจะจักทำ การเพิ่มความอาจในการเรียนรู้กับความเก่งทางประสาทสัมผัสให้กับเครื่อง คอมพิวเตอร์ก่อน ซึ่งสิ่งเหล่านี้นั้นจักเลียนแบบมาจากรูปแบบการเรียนรูปพร้อมด้วยการตัดสินใจของ มนุษย์ครับ A.I. นั้นมีหลายสาขาครับอันประกอบไปด้วย
  • Expert-System หรือว่าระบบผู้เชี่ยวชาญซึ่งเป็นระบบให้คำปรึกษาในการจัดการปัญหา เพราะอาศัยความรู้ความเชี่ยวชาญของมนุษย์ที่ได้ใส่เอาไว้ในโปรแกรม
  • Neural Network ใช่ไหมระบบจำลองคอมพิวเตอร์ให้อาจทำงานเหมือนกับสมองของมนุษย์ได้(หรือไม่ก็อย่างน้อยก็จำลองให้เหมือนมากที่สุด)
  • Genetic Algorithms หรือไม่ก็ปัญญาประดิษฐ์ที่เอาไว้ใช้ด้วยการสร้างทางเฟุ้งเฟื่องกจำนวนมาก รวมไปถึงตัดสินใจเลือกทางเฟุ้งเฟื่องกที่ดีที่สุดให้กับผู้ใช้เพราะว่าปัญหานั้นๆ
  • Natural Language Processing ใช่ไหมการประมวลภาษาธรรมชาติ เป็นการโปรแกรมเพื่อให้คอมพิวเตอร์เชี่ยวชาญที่จะเข้าใจกับประมวลผลภาษา ธรรมชาติของมนุษย์ เช่นคำพูดหรือไม่ก็ภาษาที่ใช้ในการสื่อสาร ฯลฯ แล้วคอมพิวเตอร์รอบรู้ที่จะทำการโต้ตอบได้อย่างเหมาะสมกับภาษานั้นๆ
  • Learning System หรือไม่ก็ระบบการเรียนรู้เป็นระบบที่สร้างขึ้นเพื่อให้คอมพิวเตอร์อาจจักที่จะทำ การเรียนรู้ได้จากประสบการณ์(ตัวอย่างเช่นคอมพิวเตอร์เชี่ยวชาญเรียนรู้ได้ว่า ขับฝ่าไฟแดงเป็นเรื่องผิด) หลังจากนั้นคอมพิวเตอร์เชี่ยวชาญที่จะโต้ตอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่าง เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม(ตามสิ่งที่เรียนรู้มา)
  • Vision System ใช่ไหมระบบการมองเห็นเป็นระบบที่คอมพิวเตอร์สมรรถที่จะทำการบันทึกสิ่งที่มอง เห็น แล้วเก็บไว้ในหน่วยความจำในลักษณะของรูปภาพ ตัวอย่างเช่นระบบวิเคราะห์รอยนิ้วมือ(เทียบกับมนุษย์ก็คือความทรงจำในลักษณะ ที่เป็นรูปภาพ)
  • Robotic หรือไม่ก็หุ่นยนต์เป็นการพัฒนาเครื่องจักรกลหรือว่าอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ให้เป็นได้ทำ การเคลื่อนไหวได้เฉกเช่นเดียวกับมนุษย์ เพราะการเคลื่อนไหวนั้นจักมีความแม่นยำเที่ยงตรงกว่ามนุษย์หลายเท่า(เนื่องจากว่า หุ่นยนต์ไม่มีกล้ามเนื้อให้เกิดความเหนื่อยล้า)
การที่วิชาทางด้านปัญญาประดิษฐ์แยกลักษณะของปัญญาประดิษฐ์ไว้หลายๆ ฝ่าย ก็เนื่องมากจากการทำงานกับหลักของการเขียนโปรแกรมเนื่องด้วยปัญญาประดิษฐ์แต่ละ สายจักไม่เหมือนกันครับ พร้อมทั้งจากข้อมูลข้างต้นเราจักเห็นได้ว่าปัญญาประดิษฐ์นั้นถูกจำลองมาจากพฤติกรรม ของมนุษย์แทบทั้งสิน
ปัญหาที่ตามมาก็คือปัญญาประดิษฐ์เหล่านี้จะทำได้สู้กับพฤติกรรมกับความ รู้สึกนึกคิดของมนุษย์อย่างเราๆ ท่านๆ ได้หรือไม่ ให้ลองดูจากตารางดังหลังจากนั้นนี้ครับ
จากตารางท่านจักเห็นได้ครับว่าปัญญาประดิษฐ์นั้นไม่ได้มีความเชี่ยวชาญเหนือ มนุษย์ไปหมดทุกอย่าง สิ่งหนึ่งที่เป็นทั้งผลดีพร้อมด้วยผลร้ายในเวลาเดียวกันก็คือจิตใต้สำนึกเรื่องของ ความดีงามนั้นปัญญาประดิษฐ์ไม่มีเหมือนมนุษย์เราครับ ตัวอย่างเช่นเรื่องของการลักขโมย มนุษย์เราครั้นปรารถนาจักได้ของอะไรสักอย่างที่อยู่ตรงหน้าแต่ว่าของชิ้นนั้นไม่ ใช่ของเรา ด้วยประสบการณ์พร้อมทั้งคำสั่งสอนรวมไปถึงความรู้ทางด้านกฎหมาย อาจจะทำให้เราใตร่ตรองด้วยกันตกลงใจไม่ทำการลักขโมยนั้น
ในทางกลับกันถ้าเป็นปัญญาประดิษฐ์แล้ว การตกลงใจเร่ำลือกว่าจักขโมยไม่ใช่หรือไม่ขโมยนั้นมีปัจจัยหลายอย่างซึ่งขึ้นอยู่กับ ว่าปัญญาประดิษฐ์นั้นจะมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการลักขโมยในครั้งนั้นมาก แค่ไหน พร้อมทั้งคอมพิวเตอร์ก็จะเเอิกเกริกกคำตอบที่ดีที่สุดที่อาจจะทำการประมวลผลออกมาได้ ซึ่งนั่นอาจจักหมายถึงการขโมยของชิ้นนั้น เป็นต้นครับ(ก็เพราะว่ายังไม่มีกฎหมายที่ใดบนโลกนี้ที่สนทนาว่าหุ่นยนต์ลักขโมยแล้ว มีความผิดเป็นต้น)
เท่าที่เรามองว่าหน่วยประมวลผลของเครื่องคอมพิวเตอร์นั้นเหมือนกับสมองที่ ใช้ในการตกลงใจนั้น สิ่งนี้ก็ไม่ผิดมากนักครับ เพราะว่าตั้งแต่เรามีเครื่องคอมพิวเตอร์มานั้น คอมพิวเตอร์ก็ได้เข้ามาทำงานทางด้านการปลงใจหลายๆ อย่างแทนมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับงานที่มีความละเอียดไม่ว่าจักเป็นงานทางด้านตัวเลข หรือไม่งานทางด้านการประมวลผลข้อมูล
สิ่งหนึ่งที่คอมพิวเตอร์มีดีกว่ามนุษย์เราก็คือคอมพิวเตอร์ไม่รู้จักเหนื่อย ล้าครับ ซึ่งนั่นทำให้คอมพิวเตอร์ทำเป็นที่จักทำการประมวลผลได้ตลอดเวลาเลยที เดียว(ถ้าเครื่องไม่ร้อนจนไหม้ไปซะก่อน) แต่มนุษย์เรานั้นมีความเหนื่อยล้าจากปัจจัยหลายๆ อย่างเกิดขึ้นดังนั้นเราต้องมีการพักผ่อนครับ
คุณอาจจะชี้แจงว่าถ้าเรากลัวปัญญาประดิษฐ์ทำผิดก็ให้โปรแกรมไปด้วยว่าสิ่ง ไหนที่ปัญญาประดิษฐ์ทำแล้วจักผิด ซึ่งเรื่องนี้นั้นก็ได้มีการถกเถียงมากมายกันอย่างกว้างขวางครับ เพราะแม้กระทั่งมนุษย์เองแล้วนั้น
การกระทำในเรื่องเดียวกันบางคนอาจจักคิดว่าสิ่งนี้ผิด ส่วนอีกคนอาจจะคิดว่าสิ่งนี้ไม่ผิดก็เป็นได้ สมมตคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบดูภาพยนตร์ Sci-Fi บ่อยๆ แล้วหล่ะก็ คุณจักเห็นได้อย่างชัดเจนครับว่าเพราะส่วนมากแล้วหุ่นยนต์ที่มีปัญญาประดิษฐ์ อยู่ด้วยนั้นจักปฏิบัติตามสิ่งที่จักทำให้เกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด(ไม่ใช่หรือสิ่ง ที่ดีที่สุด) แม้แต่นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์เองก็มีความเห็นที่แตกต่างกันออกไปในเรื่อง นี้ครับ มีทั้งเสียงที่สนับสนุนพร้อมทั้งเสียงที่ไม่สนับสนุนครับ
นักวิทยาศาสตร์อย่าง Stephen Hawking นั้นเคยพูดว่าการพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ในปัจจุบันนั้นยังไม่จำเป็นมากนัก ที่เราจักต้องใส่ใจในเรื่องของความกลัวเหมือนอย่างจอเงิน Sci-Fi แต่ในอนาคตถ้าเทคโนโลยีรุดหน้าไปมากขึ้นจนกระทั่งปัญญาประดิษฐ์ได้รับการ พัฒนาจนมีความสมรรถที่เท่าเทียมกับมนุษย์เราทั้งทางด้านกายภาพกับทางด้าน ความคิด ทันทีที่นั้นปัญญาประดิษฐ์จักรอบรู้ที่ทำการพัฒนาความรู้ความศักยของตัวเองต่อ ไปเหมือนมนุษย์ได้
ซึ่งจักทำให้การควบดูแลปัญญาประดิษฐ์ที่อาจจะอยู่ในรูปแบบของหุ่นยนต์หรือไม่ คอมพิวเตอร์นั้นยากขึ้น ท้ายที่สุดแล้วด้วยความทำได้ในการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ที่มีมากกว่า มนุษย์หลายเท่านักก็จักเอาชนะวิวัฒนาการของมนุษย์ที่ค่อยๆ พัฒนาไปอย่างช้าๆ ได้ครับ
สิ่งที่เราๆ ท่านๆ เคยเห็นในจอเงิน Sci-Fi นั้นอาจจะเป็นครันขึ้นมาในอนาคตครับ เนื่องจากว่าว่าวงการของการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์นั้นก้าวไปเร็วมาก ในปัจจุบันเราศักยที่จะทำให้คอมพิวเตอร์สามารถที่จะพูดคุยติดต่อสื่อสาร กับเราได้อย่างรู้เรื่อง ซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งที่ไกลตัวที่ไหน
คุณลองมองไปที่สมาร์ทโฟนของคุณเองก็ได้ครับ ถ้าเป็น iOS ก็จะมี Siri ที่ทำเป็นคุยกับเราได้ ส่วนระบบ Android ก็มี Google Now เพราะ Windows Phone เองนั้นก็มี Cortana สิ่งต่างๆ เหล่านี้เหมือนอาจจะพึ่งตั้งต้นต้นมาได้ไม่นานนักแต่ความเร็วในการพัฒนาของ ระบบต่างๆ เหล่านี้นั้นไปได้รวดเร็วกว่าที่เราๆ ท่านๆ คิดไว้มาก(ดูง่ายๆ ครับ iPhone พึ่งมีรุ่นที่ 6 ไปไม่นาน ก็ยังเก่งขนาดนี้) นี่ยังไม่รวมไปถึงเทคโนโลยีของหุ่นยนต์ที่นับวันจะมีการจำลองมาจากการ เคลื่อนไหวแท้จริงๆ เข้าไปจนหุ่นยนต์โหมโรงเคลื่อนไหวได้เหมือนกับมนุษย์เราแล้ว(แต่ดีกว่าตรงที่ ไม่รู้จักเหนื่อย)
หากจักพูดไปแล้วเวลานี้มนุษย์ชาติก็เหมือนกับกำลังก้าวอยู่ในระดับทารก เพื่อที่จะสร้างระบบคอมพิวเตอร์ที่มีความรู้สึกนึกคิดได้เองครับ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนมากที่สุดก็คือเรื่องของ Google ที่ครั้นเมื่อประมาณ 2 ปีก่อนนี้ทาง Google ได้มีการพยายามทำโปรแกรมที่จะจัดเรียงรูปแบบของข้อมูลที่เหมือนๆ กัน
แต่ทว่าโปรแกรมนั้นต้องดูไฟล์วีดีโอบน Youtube เป็นล้านๆ ไฟล์ถึงจักอาจจักระบุแมวได้ถูกต้องแค่ 70% ในขณะที่มนุษย์เรานั้นเป็นได้ที่จักจำแนกได้แทบการดูทะลุทะลวงประสบการณ์ไม่กี้ ครั้งเท่านั้น ดังนั้นคงต้องใช้เวลาอีกนานครับกว่าที่คอมพิวเตอร์ที่มีปัญญาประดิษฐ์นั้นจะ รอบรู้มีจิตใต้สำนึกเองได้
หมายเหตุ - มีนักสังคมศาสตร์บางคนบอกกล่าวว่าโดยปกตินั้นมนุษย์เองก็มีความสลับซับซ้อนใน พฤติกรรมอยู่มากมาย ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่เราจะจำรองระบบที่มีแต่ถูกเหรอผิดให้เก่งที่จะ ปลงใจหรือไม่มีความรู้สึกนึกคิดเหมือนมนุษย์ได้ครับ แต่ว่าในอนาคตนั้นอะไรก็เป็นไปได้ครับ
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

วันพฤหัสบดีที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2557

10 ชั้นเจ้าแห่ง Instagram (ไทยหลุด)

ไทยเสียแชมป์สถานที่ยอดนิยมใน  ปีนี้ให้กับดิสนีย์แลนด์
Instagram ประกาศอันดับสถานที่ถ่ายภาพพร้อมกับแชร์ยอดนิยมประจำปี 2014 เพราะใช้ข้อมูลจาก Geotagged ซึ่งปีที่ข้ามมามีการเปลี่ยนแปลงสำคัญคือฐานข้อมูลสถานที่เปลี่ยนจาก Foursquare มาเป็นของ Facebook Places
เนื่องด้วยอันดับในปีนี้สถานที่ในประเทศไทยซึ่งครองอันดับ 1 มาสองปีซ้อน (สนามบินสุวรรณภูมิ ปี 2012 กับสยามพารากอน ปี 2013 ได้เสียแชมป์ให้กับดิสนีย์แลนด์ แคลิฟอร์เนีย ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 3 มาสองปีก่อนหน้านี้
รายชื่อ 10 สถานที่ยอดนิยมของโลกใน Instagram ปี 2014 เป็นดังนี้
  1. ดิสนีย์แลนด์ แคลิฟอร์เนีย
  2. Dodger Stadium ลอสแองเจลิส
  3. ไทม์สแควร์ นิวยอร์ก
  4. สยามพารากอน กรุงเทพฯ
  5. สวนสนุก Gorky Park มอสโคว์
  6. พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ปารีส
  7. จัตุรัสแดง มอสโคว์
  8. เมดิสันสแควร์การ์เดน นิวยอร์ก
  9. สนามแยงกี้ สเตเดียม นิวยอร์ก
  10. ดูไบมอลล์ ดูไบ
ถ้าจัดอันดับกันเองในไทยปีนี้ ไม่รับฝากร้าน อาจจักได้รับความนิยมมากที่สุดก็เป็นได้

วันจันทร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ผลการตรวจสอบชี้ Tumblr โตตื๋อสุด ส่วน Facebook ถึงจุดอิ่มตัวแล้ว

Tumblr เป็นแอปพลิเคชั่นที่ดังแบบเงียบกริบในประเทศไทย คนส่วนมากอาจจะไม่ค่อยรู้จัก แต่ในต่างประเทศมันเป็นโซเชียลมีเดียที่คนใช้งานค่อนข้างมากมาย ตราบต้นปีที่ทะลุมา Instagram เป็นโซเชียลแพลทฟอร์มที่เรียกได้ว่ามีอัตราการเจริญเติบโตเร็วที่สุด แต่ในโอกาสนี้ต้องหลีกทางให้กับ Tumblr พร้อมทั้ง Pinterest ซึ่งเป็นแอปพลิเคชั่นแชร์รูปรูปภาพที่มี active user มากที่สุด
ในช่วง 6 เดือนที่ตัดผ่านมา Tumblr มีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้น 120% ตามการรายงานของ Global Web Index ในขณะที่  มีการเติบโตแทบแค่ 2% เท่านั้น
ส่วน Pinterest ตามมาเป็นที่ 2 ด้วยอัตราการเจริญเติบโต 111% เพราะว่าผู้ใช้งานเหล่านี้มักจะเข้ามาใช้งานเป็นประจำ พร้อมด้วย Instagram อดีตแชมป์ปางต้นปี ตกลงมาเป็นที่ 3
เพราะว่าแพลทฟอร์ม 8 อันดับแรกในผลการสำรวจนี้ Facebook อยู่ในอันดับสุดท้าย ตามหลัง LinkedIn, Twitter, YouTube พร้อมด้วยแม้แต่ Google+
ผลการสำรวจนี้เป็นปางการแสดงอัตราการเจริญเติบโต ไม่ใช่จำนวนผู้ใช้งานหรือว่าความนิยมในแพลทฟอร์มต่างๆ เพราะว่าในแง่ของจำนวนผู้ใช้งานแล้ว Tumblr ก็ยังเป็นอันดับที่ 8 ในขณะที่ Facebook ยังคงเป็นที่หนึ่งของโลก ณ เวลานี้ ถึงแม้จักดูเหมือนใกล้จะถึงจุดพีคสุดกับจักค่อยๆ ตกลงในไม่ช้านี้
ตามข้อมูลระบุว่าผู้ใช้งาน Tumblr มีอายุเฉลี่ยต่ำกว่าผู้ใช้งาน Facebook ที่มีแนวโน้มว่าจักเป็นคนที่มีอายุมากขึ้นเรื่อยๆ
เพราะโมบายล์แอปพลิเคชั่น Snapchat มีอัตราการเจริญเติบโตมากที่สุด ด้วยตัวเลข 56% ในช่วง 6 เดือนที่ทะลวงมา Facebook Messenger ตามมาเป็นที่ 2 ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจ เพราะว่าทุกคนถูกบังคับให้โหลด Instagram เป็นอันดับที่ 3 ตามมาด้วย Line, Pinterest, Kakao Talk พร้อมทั้ง Vine
ในรายงานของ GWI ยังระบุอีกว่า Facebook กำลังเผชิญความท้าทายอย่างมาก ก็เพราะว่ากำลังจะเข้าสู่จุดอิ่มตัวในไม่ช้า โดย 50% ของผู้ใช้งานในอเมริกาพร้อมกับยุโรปไม่ค่อยได้ใช้ Facebook บ่อยๆ เหมือนแต่ก่อน
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> hitech.sanook.com

วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ไช 10 แฟนเพจยอดนิยม โพสต์สิ่งไรคนไลค์เป็นล้าน!

คงไม่ใช่เรื่องแปลกที่แฟนเพจดารา บุคคลสาธารณะ หรือไม่ก็ธุรกิจใหญ่ๆ ที่จัดโปรโมชั่นล่อตาล่อใจจะมีคนกดไลค์เป็นล้าน แต่ถ้าคนธรรมดาๆ ลุกขึ้นมาเปิดเพจบนเฟซบุ๊คจนมีคนติดตามหลักล้าน
มันก็ชวนให้ตั้งคำถามว่าพวกเขาโพสต์อะไรกัน เนื้อหาที่อยู่ในเพจเหล่านั้นเป็นอย่างไร มาติดตามพร้อมๆ กันเลยค่ะ
ผู้เขียนได้นำข้อมูลจาก www.zocialrank.com  ณ วันที่ 26 พ.ย. 2557 มาคัดเระบือกดูว่าเพจที่ไม่ได้เป็นของแบรนด์ธุรกิจใหญ่ๆ หรือไม่นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับบุคคลสาธารณะ จำนวน 10 อันดับแรกมีเพจอะไรบ้าง ผลการสำรวจมีดังนี้
1. เพจ อัพยิ้มดอทคอมบริการเติมรอยยิ้ม 24 ชม. ผู้ติดตาม 3,123,662 คน 
2. เพจ NerKoo.com เนื้อคู่ แชท หาคู่ หาแฟน ผู้ติดตาม 2,484,611 คน
3. เพจ ข้อความโดนๆ  ผู้ติดตาม 2,205,225 คน
4. เพจ คิดว่าดีก็ทำรองลงไป ผู้ติดตาม 2,108,965 คน
5. เพจ สมาคมมุขเสี่ยวๆ ผู้ติดตาม 2,148,502 คน
6. เพจ เพจนี้เพราะคุณ ผู้ติดตาม 1,696,462 คน
7. เพจ ThaiMarketing.in.th ผู้ติดตาม 1,474,284 คน
8. เพจ รักจับใจ  ผู้ติดตาม  1,407,047
9. เพจ การถ่ายภาพ ผู้ติดตาม  1,340,610 คน
10. เพจ สมาคมกวน TEEN 18+ ผู้ติดตาม  1,278,097 คน
จากการสำรวจแฟนเพจข้างต้น พบว่าเนื้อหาแบ่งออกเป็น 3 จำพวก ดังนี้
1. คำคม, ข้อความโดนๆ
เพจยอดนิยมจำนวน 6 ใน 10 เน้นโพสต์คำคมหรือว่าข้อความโดนๆ ไม่ใช่หรือคิดเป็น 60% เลยทีเดียว เดาได้ไม่ยากว่าเนื้อหาคร่าวๆนี้จะต้องโดนใจเพราะมันเป็นประสบการณ์ที่ทุกคนเคยพบเจอ  เพื่อโลกโซเชียลอะไรที่อ่านแล้ว โดน มักจะถูกไลค์ถูกแชร์ถล่มทลาย
คำคมเหล่านี้จักต้องไปโดนกับส่วนใดส่วนหนึ่งของชีวิตแฟนเพจบ้างแหละ ไม่ว่าจักเป็นอกหัก เจ้านายด่า เพื่อนร่วมงานเพี้ยนๆ ใช่ไหมแอบรักแฟนชาวบ้าน  ฯลฯ เรื่องราวเหล่านี้ล้วนเป็นประสบการณ์ตรงของคนทั่วไป ที่อ่านแล้วไม่ฮาน้ำตาไหลก็อาจจุกได้เหมือนกัน 
การแชร์ข้อความเหล่านี้อาจจักเป็นหนึ่งในวิธีการแสดงความรู้สึกของผู้แชร์ในอีกทางหนึ่งก็ได้
2. ภาพขำๆ แปลกๆ
ภาพ 1 ภาพ มีค่านับพันคำ ภาพอาจเล่าเรื่องได้ดีกว่าตัวหนังสือ เป็นเรื่องที่ทุกคนรู้กันดี โดยเฉพาะภาพขำๆ แปลกๆ ที่เห็นแล้วก่อให้เกิดอารมณ์ความรู้สึก ไม่ว่าจะเป็นความขบขัน ความอึ้ง ทึ่ง เสียว ก็จักยิ่งเรียกยอดไลค์ยอดแชร์ได้มาก
จากการสำรวจ 10 เพจยอดนิยม มี 3 เพจ ที่เน้นการนำเสนอภาพที่สร้างความขบขันกับรูปแปลกๆ เป็นประจำ เพราะว่าผู้เขียนมีข้อสังเกตอย่างหนึ่งคือ แม้แต่เพจที่ใช้ชื่อว่า Thai Marketing พร้อมด้วย การถ่ายภาพ (ที่ดูเหมือนจักให้สาระความรู้ด้านการตลาดกับถ่ายภาพ) ก็ยังมีแต่โพสต์รูปภาพแนวเรียกเสียงฮา พร้อมกับไม่มีโพสต์ที่พูดถึงการตลาดหรือไม่ก็การถ่ายภาพเลย
3. เกาะกระแส, ข่าวสาร
ถือเป็นเนื้อหาที่พบน้อยที่สุดในบรรดาเพจยอดนิยมทั้ง 10 เพจ เพราะว่า อัพยิ้มดอทคอมบริการเติมรอยยิ้ม 24 ชม. เป็นเพจเดียวเท่านั้นที่มีเนื้อหาเกาะกระแสใช่ไหมข่าวสารที่น่าสนใจ

ลักษณะอย่างหนึ่งที่ทั้ง 10 เพจมีเหมือนๆ กันคือ วิธีการโพสต์เนื้อหาจักเป็นรูปภาพพร้อมคำอธิบายสั้นๆ ไม่กี่คำแบบที่อ่านแล้วเข้าใจได้ทันที  ไม่ต้องใช้เวลาอ่านบานตะไท ส่วนมากจะเป็นเรื่องทั่วๆ ไปที่คนให้ความสนใจ  มีวิธีการสร้างเนื้อหาในแต่ละโพสต์ง่ายๆ  ไม่ซับซ้อน
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความเหมือนเหล่านี้ เพจ คิดว่าดีก็ทำรองลงไป พร้อมด้วย สมาคมมุขเสี่ยวๆ ถือเป็นเพจที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูงกว่าเพจอื่น เพราะมีคาแรกเตอร์ของเพจที่ชัดเจนมาตั้งแต่แรกๆ กับเปิดโอกาสให้แฟนเพจมีส่วนร่วมค่อนข้างมาก เพราะว่าจักมีการเปิดให้แฟนเพจส่งข้อความโดนๆ เข้ามาร่วมสนุกเพื่อให้แอดมินนำไปโพสต์ต่อ
จากการสำรวจทั้ง 10 เพจยอดนิยม จักสังเกตได้ว่าเพจที่มีคาแรกเตอร์ชัดเจนจะสร้างการมีส่วนร่วมจากผู้ติดตามได้มากกว่า วัดได้จากยอดไลค์กับยอดแชร์เปรียบเทียบกันแบบโพสต์ต่อโพสต์  
ทั้งหมดนี้เป็นข้อสรุปคร่าวๆ จากการสำรวจเนื้อหาบนแฟนเพจที่มีคนกดไลค์มากที่สุด แต่อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเชื่อว่าจำนวนคนกดไลค์ไม่ใช่คำตอบด้วยทุกอย่าง บางทีการสร้างแฟนเพจที่มีเนื้อหาเฉพาะทางที่มีคนกดไลค์หลักพันใช่ไหมหลักหมื่นอาจจักสร้างประโยชน์ให้กับผู้ติดตามมากกว่าก็ได้
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> http://thaizones-hitech.blogspot.com